PET ลดต้นทุนธุรกิจได้กี่ %

ในยุคที่การแข่งขันของธุรกิจอาหารเสริมเครื่องสำอางสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นเรื่อยๆ การเลือกบรรจุภัณฑ์ให้ คุ้มราคา เป็นหนึ่งในตัวแปรที่ส่งผลต่อกำไรโดยตรง หนึ่งในวัสดุที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่คือ บรรจุภัณฑ์ PET (Polyethylene Terephthalate) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเบา แข็งแรง ราคาเข้าถึงง่าย และปลอดภัยต่ออาหาร
แต่คำถามคือ PET ช่วยลดต้นทุนได้มากแค่ไหนกันแน่เมื่อเทียบกับวัสดุอื่น?
เรามาดูภาพรวมกันแบบเข้าใจง่าย!
PET vs วัสดุยอดนิยมอื่นๆ: อะไรคุ้มกว่ากัน?
เพื่อให้เห็นภาพชัด เราลองเปรียบเทียบต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ 4 ประเภทที่นิยมใช้ในธุรกิจจริง ได้แก่
PET
แก้ว (Glass)
อลูมิเนียม (Aluminum)
PP/HDPE
⭐ 1. PET ประหยัดกว่าวัสดุอื่นเฉลี่ย 20-50%
โดยทั่วไป PET มีต้นทุนต่ำกว่าเนื่องจาก
กระบวนการผลิตที่รวดเร็ว
น้ำหนักเบา ทำให้ค่าขนส่งถูกลง
สามารถขึ้นรูปได้ง่าย ไม่ต้องใช้ความร้อนหรือแรงดันสูงเหมือนแก้วหรือโลหะ
สรุปเปอร์เซ็นต์การประหยัดโดยประมาณ
ทำไม PET ถึงช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า?
1. น้ำหนักเบา = ค่าขนส่งถูกลงทันที
ขวด PET หนักแค่ประมาณ 1/10 ของขวดแก้ว
หมายความว่า แม้จะสั่งจำนวนมาก ค่าขนส่งก็ยังสบายกว่าอย่างเห็นได้ชัด
2. ประหยัดต้นทุนการผลิตสินค้า
PET ขึ้นรูปง่ายกว่าแก้วและโลหะมาก ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นถูกลงโดยธรรมชาติ
ใช้พลังงานน้อย
เครื่องจักรทำงานเร็ว
ของเสียจากการผลิตต่ำ
รวมแล้วช่วยลดต้นทุนขั้นตอนผลิตได้อีก 10-20%
3. ไม่แตกหัก ลดของเสียจากการจัดเก็บและขนส่ง
การใช้แก้วอาจเกิดความเสียหายระหว่างการขนส่งได้ง่าย ซึ่งนับเป็นต้นทุนแฝงที่หลายธุรกิจมองข้าม
PET ช่วยลดความเสี่ยงนี้เกือบ 100%
4. รองรับการผลิตปริมาณน้อย (เหมาะมากสำหรับ SME และ Start-Up)
ต้นทุนแม่พิมพ์และการขึ้นรูป PET ไม่สูง ทำให้สามารถผลิตล็อตเล็กได้โดยไม่ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นพุ่ง
ธุรกิจเริ่มต้นจึงไม่ต้องสต็อกของจำนวนมาก หรือแบกรับต้นทุนค้างสต็อกเหมือนการใช้แก้วและอลูมิเนียม
สรุป: PET คือทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจยุคใหม่
โดยภาพรวม PET ช่วยลดต้นทุนได้ 20-50% เมื่อเทียบกับวัสดุอื่น แถมยังได้ข้อดีเพิ่มอย่างเช่น
น้ำหนักเบา
ไม่แตก
ปลอดภัยต่ออาหาร
ดีไซน์ได้หลากหลาย
เหมาะกับทั้ง SME และแบรนด์ใหญ่
หากคุณกำลังเริ่มทำแบรนด์ของตัวเอง และต้องการบรรจุภัณฑ์ที่ ราคาดี + คุณภาพสูง + ส่งไว
PET คือวัสดุที่ตอบโจทย์แทบทุกด้านจริงๆ


